tools

24Sep09

IMG_4071

IMG_4072


clip

24Sep09

2.

3.


หลังจากที่สู้รบปรบมือกับรูปเล่มวิจัยกว่า 150 หน้า การดำเนินการของโปรเจคของผมก็ได้มาถึงขั้นตอนการทดลองติดตั้งจริงหลังจากที่อาจารย์ได้ช่วยเขียนโปรแกรมทดลองมาให้ ในส่วนของโปรเจคผมว่าด้วยเรื่องของการเล่นกับเงาหรือตัวตนแบบ Real time และสร้างความหลอน หรือประหลาดใจด้วยการที่เงาของเราเองนั้นได้ทำในสิ่งที่เราไม่ได้ทำในขณะ real time นั้นๆ ดังที่เคยอธิบายไปแล้วเมื่อ updated ครั้งที่แล้วๆมา และในครั้งนี้ผมจะอธิบายลักษณะโปรแกรมและการติดตั้ง พร้อมทั้งอุปสรรคและปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำ Project ครั้งนี้

ส่วนของโปรแกรม

จากที่อาจารย์ได้ช่วยเขียนตัวโปรแกรมจากไอเดียของผม โดยที่อาจารย์ได้ใช้กล้องที่ built in กับตัว computer เป็นตัวรับภาพและเชื่อมโยงไปในส่วนของตัวโปรแกรม Max MSP และเนื่องจากในความคิดของผมนั้นไม่อยากให้ภาพที่เราเห็นนั้นติดเงาเราเองซ้อนเข้าไปด้วย ( เพราะจะทำให้เสียอรรถรสในการมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ ) จึงต้องวางกล้องซ่อนอยู่ด้านหน้า อาจจะอยู่บริเวณด้านล่าง เพื่อบังในส่วนของกล้อง  อาจารย์และผมได้ช่วยกันเลือกการประมวลผลของภาพในโปรแกรมที่ได้ดังนี้ คือ

1. ใช้ความต่างของสี   การใช้ความต่างกันของสีมากๆในการจับภาพโครงของตัวคน ให้ออกมาเป็นเหมือนเงา ซึ่งในกรณีนี้จะมีปัญหาในหลายจุดโดยส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของการควบคุมสีของคนอื่นๆที่จะมาเล่นกับสื่อนี้ ถ้าใส่เสื้อหรือกางเกงสีคล้ายกับฉากด้านหลัง ตัว Computer ก็ไม่สามารถจับความแตกต่างได้ เทคนิคนี้เลยไม่ได้ใช้

2. ใช้เลือกจับสี ขาว/ดำ (หรือความสว่างและมืดของแสง)  วิธีนี้เป็นอีกวิธีที่ในตอนแรกผมคิดว่ามันน่าจะได้ผลที่ดี เพราะเป็นการตัด silhouette ได้ชัดเจน แต่ในการทดลองติดตั้งตัวงานอย่างจริงจังแล้ว ได้พบว่าเกิดปัญหาคล้ายคลึงกันกับข้อที่หนึ่ง นั่นคือ เราไม่สามารถควบคุมสีได้ เช่นขณะที่ทำการทดลองผมใส่เชิ้ตสีขาว ชุดนิสิต และผมดำ กางเกงดำ ถ้าผมใช้โปรแกรมจับความโดยใช้จับสีดำ ภาพที่ได้ออกมาจะเป็นลักษณะเห็นเป็น silhouette ของผม และมีตาดำสองลูก และรูจมูกสองรู และกางเกงเท่านั้น โครงร่างของเงาถูกแบ่งเป็นส่วนๆเพราะในส่วนของสีขาวกล้องจะไม่ได้จับภาพมา เราจึงไม่สามารถควบคุมการใส่เสื้อ กางเกงของผู้ที่จะมาเล่นกับสื่อไม่ได้ วิธีนี้ก็จึงจบไป

3. ใช้จับความเคลื่อนไหว วิธีนี้ผมคิดว่าความเป็นไปได้นั้นค่อนข้างน้อยตั้งแต่ยังไม่ทำการทดลอง เพราะว่าแค่ลองคิดดูว่าเวลาคนมายืนส่องตนเองนั้น คงไม่ได้ขยับทั้งตัว อาจจะแค่ยกมือขึ้น แกว่งไปมา ซึ่งกล้องก็ได้จับแค่ในส่วนที่ขยับ และในการติดตั้งจริงนั้น ผมที่ได้ก็เป็นไปตามที่คิด คือ วิธีนี้ก็ไม่ work !

!!! และแล้ว อาจารย์ก็ได้เผยโฉมอาวุธเด็ด NEW WEAPON !! คือกล้องที่ได้แกะออกมาจาก PS 3  ซึ่งจะสามารถจับสิ่งที่อยู่ด้านหน้าได้โดยแสงอื่นหรือฉากหลังไม่ได้มารบกวน และอีกหนึ่งไอเทมคือ tada~! INFARATE SPOTLIGHT !! เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ทำให้โปรเจคของผมเป็นจริงได้มากขึ้น เพราะแสงอินฟาเรทนั้น สายตาของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่กล้องสามารถจับแสงนั้นได้ ดังนั้นเราจึงใช้ combination กันระหว่างแสงอินฟาเรทและกล้องจับแสงนั้น

จากการที่ติดตั้งโดยใช้กล้องและแสงส่องมาทางผู้ที่เล่น ซึ่งในตอนนั้นก็เป็นตัวผมเอง ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจากการประมวลผมผ่านโปรแกรมนั้นทำให้ เกิดภาพคล้ายคลึงกับสิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดในวิธีที่ได้กล่าวมาข้างต้น แต่ก็ยังประสบปัญหาเช่น ระยะห่างของอุปกรณ์ทั้งหมดต้องทำการ คิดและทดลองอีกมากจึงจะได้มุม องศา และระยะห่างที่เหมาะสมกันระหว่าง จุดกำเนิดแสงอินฟาเรท ตั้งส่องมาในทิศทางไหนภาพที่ออกมาจะได้คมชัดมากที่สุด กล้องที่จับภาพนั้น ต้องห่างจากตัวผู้เล่นมากน้อยนั้นก็มีผลกระทบต่อภาพที่ประมวลผลออกมาอย่างมาก ซึ่งในการทดลองติดตั้งนั้น ใช้เวลาหาจุดที่พอดียากพอสมควร และที่สำคัญที่สุดคือ ระยะห่างของตัวผู้เล่น ซึ่งในกรณีนี้ผมทดลองแล้วมีความคิดว่า การที่ อยู่ใกล้ทั้งแสงและกล้องทำให้ภาพมีความคมชัดและสามารถตัดแสงและสิ่งรบกวนจากด้านหลังของผมออกได้หมด

**** สรุปผลการทดลองติดตั้งของ Project นี้ ******

จากการทดลองหลากหลายครั้งในการติดตั้งจริง ได้ผลสรุปมาดังนี้คือ

ํ      ใช้หลักของการจับภาพแบบ Realtime จากการส่องไฟอินฟาเรทเข้าที่ด้านหน้า(องศาต่างๆยังไม่แน่ชัดถึงองศาที่เหมาะสม) และให้กล้องนั้นอยู่ด้านหน้าเราเช่นเดียวกัน ซึ่งจากกล้องที่สามารถจับแสงอินฟาเรทได้นั้นก็จะเห็นหน้าของเราออกมาได้โดยไม่มีสิ่งรบกวนด้านหลัง

ํ      จากนั้นในส่วนของโปรแกรมก็ได้เปลี่ยนจากภาพจริงเป็นลักษณะ Silhouette เงาสีดำเพื่อให้ตรงตาม idea ของผลตั้งแต่แรก

ํ      พอได้ภาพที่ต้องการและเราสามารถเล่นกับภาพ Silhouette นั้นได้อย่าง Real Time แล้วนั้น ตัวโปรแกรมก็ได้ใช้ปุ่มออกเป็นหลายๆคีย์ลัดด้วยกัน โดยมีลักษณะดังนี้คือ ปุ่มกดอัด ปุ่มเล่นภาพที่อัด ปุ่มสลับคลิปที่อัดไว้แล้ว และปุ่ม Real Time ซึ่งจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

ํ      เริ่มการทดลอง (จาก Clip ) เริ่มจากการที่ผมเข้ามาอยู่ด้านหน้าของกล้อง (ซึ่งถ้าติดตั้งจริงนั้น ก็คงต้องแอบกล้องไว้ซักที่) และก็จะเห็นเป็นเงาของเราเอง ซึ่งเหมือนกับการส่องกระจก หรือเล่นกับเงาตกกระทบ และสำหรับคนทั่วไปก็จะทดสอบความเป็นตัวเองกับเงา เช่น แสดงกริยาท่าทางต่างๆ แกว่งแขน โบกไม้โบกมือ หรือแม้กระทั่งเดินส่ายไปมา และภาพที่ออกมานั้นก็จะเป็นเช่นนั้น และตัวโปรแกรมก็จะเริ่มอัดคลิปจากที่เราตั้งเวลาไว้ หรือมีคนควบคุมจากที่อื่นก็ได้ โดยอัดสิ่งที่เราเคยทำออกมาเป็นคลิปวีดีโอสั้นๆ และพอผู้เล่นได้แสดงกริยาท่าทางต่อไปเรื่อยๆนั้น เราก็ทำการเล่นคลิปนั้น ซึ่งก็จะเป็นเงาของคนคนนั้นและเป็นท่าทางที่ทำในขณะอัดคลิปซึ่งแตกต่างไปจากท่าทางที่กำลังแสดงอยู่ ณ ปัจจุบันซึ่งมีความสอดคล้องกันกับ  idea ที่ผมได้คิดเอาไว้ในตอนแรก เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นกรรม หมายถึงการกระทำต่างๆของเรา ซึ่งคล้ายกับเป็นการย้อนดูตนเองว่าเคยทำอะไรไม่ดี ทำชั่ว ทำดี ไว้ยังไงบ้าง แต่ในส่วนของงานชิ้นนี้อาจมีผลกระทบได้เนื่องจากความสนุกสนาน ความงง และที่ขาดไม่ได้คือความตกใจ หลอนนน !!


จากเมื่อครู่ผมได้ลองไปค้นหาภาพที่เกี่ยวข้องกับชิ้นงานของผม และก็ได้เจอภาพนึงที่ผมชอบมาก และรู้สึกว่าเคยมีศิลปินญี่ปุ่นคนหนึ่งจัดนิทรรศการเกี่ยวกับเงามาแล้ว แต่ตอนนี้ยังหาชื่อของศิลปินผู้นั้นไม่ได้ แต่ลักษณะงานจะเป็นแบบ เอาสิ่งของต่างๆๆๆมากองกันไว้โดยดูไม่ออกว่าคือกองอะไร แต่พอฉายไปแล้ว เงาที่ตกกระทบกับกำแพง หรทอฉากรับด้านหลังนั้นเป็นรูปเงาที่เหมือนจริงมาก  อาจจะนำความคิดเหล่านี้ไปพัฒนาชิ้นงานนี้ได้ ( มั้ง )

42-20342075


Final Project

28/08/09 จากการปรึกษาอาจารย์ในเรื่องความคืบหน้างาน เนื่องด้วยความต้องการที่จะสร้างสรรค์ผลงานของผมมีลักษณะคือ

การที่คนเดินผ่านเข้ามาในฉากที่จัดเตรียมเอาไว้ แล้วจะเกิดเงาตามปกติ แต่เงานั้นอาจเป็นเพราะมีแสงจากข้างหลังเลยมีเงากระทบ หรืออาจจะเป็นในลักษณะของกระจกเงาก็เป็นได้ ซึ่งอย่างไรก็ตาม ฉากทั้งสองอย่างนี้ต้องมี การตอบสนองว่าเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่เดินผ่านมา หรือว่าผู้ที่ผ่านมานั้น ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ขยับ หรือเปลี่ยนไปของสิ่งที่อยู่ในฉากนั้นๆ ทำให้ผมอยากให้สิ่งนั้นเป็นเงา หรืออาจจะคล้ายๆเงา ดูเบลอๆ คล้ายๆวิญญาณ ซึ่งอาจารย์ได้ลองใช้กล้อง ต่อเข้าากับคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้โปรแกรม ตัดสีที่เปลี่ยนไปบ้าง หรือใช้จับความเคลื่อนไหวและแยกเงาของคนออกมาจากฉากหลัง  ซึ่งผมก็ได้ลองเตรียมฉากหลังที่เป็น blue screen แต่พอดีวันนั้นที่บ้านมีผ้าสีชมพู hahaha ทำให้กลายเป็น  Pink screen แต่ก็คิดได้ว่า ถ้านำฉากที่สีตัดกันกับคนที่เดินผ่านอย่างชัดเจน คนที่ผ่านมาก็จะสามารถทราบได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเทคนิคหนึ่งของการทำ ภาพยนตร์ ซึ่งจะไดคัตตัวออกม่ได้หมด ซึ่งคนปัจจุบันก็ได้ทราบเกี่ยวกับเทคโนโลยีมากขึ้นแล้ว ทำให้ผมและอาจาย์อยากหลีกเลี่ยงการใช้ฉากที่ชัดเจนแบบนั้น เพื่อสร้างความ เหวอ หรือ ตกใจแก่ผู้ที่เข้ามาชมงานได้มากยิ่งขึ้น

แต่ปัญหาหลักในการทำงานชิ้นนี้คือเรื่องของไฟ และการติดตั้ง เพราะต้องทดลองการติดตั้งทุกอย่างถึงจะทราบว่าสามารถทำตามที่ตั้งใจไว้ได้หรือไม่ ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงไม่แน่ใจระหว่างการวางกล้องไว้ด้านหน้าหรือด้านหลัง และ ตัว projector เช่นกัน ดังนั้นในอทิตย์หน้า อาจได้ไม่ลองติดตั้งงานจริงและจึงสรุปได้ว่าต้องเปลี่ยนแปลงวิธีติดตั้งอย่างไรบ้าง ผมจะมาบอกอีกทีคับ


storyboard


Shadow

12Aug09

http://www.youtube.com/watch?v=q8yNjhRqibY&feature=related


One of the great discoveries of modern Western psychology is the dynamic by which 1st-person impulses can become dissociated, disowned or repressed, consequently appearing as 2nd-person or 3rd-person events in one’s 1st-person consciousness. From before we are born, we encounter a never-ending stream of experience; some of it, we can digest in a healthy way, and some of it, for a variety of reasons, remains undigested. The sum total of a person’s undigested experience is what is referred to as their shadow.
Perspectives are very helpful in understanding the dynamics by which the the shadow is formed. Consider how an impulse of anger, for instance, becomes repressed. Upon having a 1st-person experience of anger, the self may choose to push the impulse outside of its I-boundary, at which point it becomes experienced as a 2nd-person occasion. It is no longer me or mine—but I am on speaking terms with it. If the repression continues, it can become completely dissociated, a 3rd-person occasion that I am no longer on speaking terms with. In either case, the feeling or quality remains, but the ownership does not. Rather than a conscious subject, that experience becomes a hidden subject, making itself known via various neurotic symptoms (usually at the worst of times!). The goal of psychotherapy is to re-own the sum of undigested experience that makes up the shadow.
Sigmund Freud is considered a brilliant pioneer in our understanding of the shadow. By using a combination of phenomenology (zone-#1) and hermeneutics (zone-#2), he was able to spot the dynamics by which impulses are pushed beyond the “I” boundary. Understanding how early stages of development might be conceptualized from without and from within constitute some of the truly great discoveries of the Modern West. Freud’s famous statement “where the id was, there ego shall be” is actually more properly translated, “where the it was, there I shall become.” This statement beautifully summarizes the goal of psychotherapy.
Developmental studies point out that the fundamental process of development is the subject of one stage becomes the object of the subject of the next stage (Kegan), or simply, the self of one stage becomes the tool of the next (Gebser). AQAL helps us to see that, more precisely, in healthy development, the I of one stage becomes the me (or “mine”) of the I of the next stage. By contrast, in unhealthy development, I is converted not to “me,” but rather, to “it,” thus constituting not development, but pathology.

Ken Wilber


moodboard




Follow

Get every new post delivered to your Inbox.